วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556
5 วัตถุดิบชั้นยอด!!บำรุงสมอง
ปลาซาร์ดีน อุดมด้วยโอเมก้า 3 ปริมาณสูง โดยผลวิจัยจากสหรัฐฯ พบว่า กรดไขมันดีเอชเอ (DHA) ในโอเมก้า 3 สำคัญต่อการพัฒนาสมองส่วนความจำ และการเรียนรู้ ทั้งยังพบว่า กรดไขมันชนิดนี้เป็นส่วนประกอบของเซลล์สมองถึง 65% ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเอง แต่ได้จากอาหารที่บริโภค เช่น ปลา นอกจากนี้ การรับประทานปลาซาร์ดีนเป็นประจำยังสามารถลดความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดและ หัวใจได้ สำหรับเมนูแนะนำทำง่าย อาทิ ปลาซาร์ดีนผัดซอสมะเขือเทศ ข้าวผัดปลาซาร์ดีน พาสต้าปลาซาร์ดีน เป็นต้น
ไข่ ภายในบรรจุโคลีน สารอาหารที่จำเป็นในการสร้างเซลล์สมอง มีผลต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ ซึ่งไข่แดงจัดเป็นอาหารที่ให้โคลีนมากที่สุดชนิดหนึ่ง นอกจากนี้ ยังช่วยลดการเสื่อมของเซลล์สมองซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคอัลไซเมอร์ด้วย
ข้าวโอ๊ต โดยฟอสฟาติดิลโค ลีนที่พบในเลซิติน จะช่วยด้านความจำ นอกจากนี้ ข้าวโอ๊ตยังเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานสูงไขมันต่ำ มีวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยมาก ช่วยลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือดทำให้ไม่หิวระหว่างมื้อบ่อย ๆ
วอลนัต ประกอบด้วยโปรตีน ไฟเบอร์ รวมทั้งวิตามินบีที่ให้พลังงาน และพัฒนาการทำงานของสมอง ทั้งนี้ ผลวิจัยจากต่างประเทศ พบว่า วอลนัตยังช่วยเพิ่มความสามารถของสมองจากการต้านสารอนุมูลอิสระไม่ให้ทำลาย เซลล์สมองได้
กล้วย มีวิตามินบี 6 ช่วยให้การสื่อสารระหว่างกล้ามเนื้อกับเส้นประสาทเป็นไปได้สะดวก ทั้งยังช่วยให้สมองผลิตสารเซโรโทนินที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายความวิตกกังวลได้
อย่างไรก็ตาม หากรับประทานเป็นประจำได้ยิ่งดีมีประโยชน์ เพื่อสมองกระฉับกระเฉง ฟิตพร้อมสำหรับการเรียนรู้ทุกวัน.
ที่มา : http://www.vachiraphuket.go.th/index.php?name=knowledge&file=readknowledge&id=360
ที่มา : http://www.vachiraphuket.go.th/index.php?name=knowledge&file=readknowledge&id=360
การดูแลสุขภาพ
ลดรับประทานของหวานให้น้อยลง
ขนมหวาน น้ำอัดลม ลูกอม เหล่านี้เป็นต้น ของหวานเหล่านี้มีน้ำตาลมาก เราใช้น้ำตาลทรายขาวที่ผลิตในทางอุตสาหกรรมที่ต้องใช้สารเคมีในการฟอกขาว สารเคมีจะเข้าสู่ร่างกายเรามากขึ้น ในขณะที่น้ำตาลให้ความหวานหรือกลูโคสชนิดออกฤทธิ์เร็ว ร่างกายจะรู้สึกสดชื่นโดยเร็วเมื่อกินน้ำตาลเจ้าไป แต่จะรู้สึกอ่อนเพลียตามมาได้ในระยะต่อไป ตับอ่อนต้องทำงานมากขึ้นเมื่อมีน้ำตาลในร่างกายมาก เพราะตับอ่อนจะต้องหลั่งอินซูลินออกมาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่อยู่เสมอ เมื่อใช้งานหนักเกินไปตับอ่อนจะอ่อนแอ ทำงานไม่มีประสิทธิภาพเกิดเป็นโรคเบาหวานให้เราเห็น
ถ้าเราไม่แก้ไขที่ต้นเหตุ แต่ใช้ยาในการควบคุมน้ำตาลอย่างเดียว และยังคงกินน้ำตาลต่อไป โรคจะไม่หายและตับอ่อนจะยิ่งเสียการทำงานไปมากขึ้น ต่อไปก็จะเกิดโรคอื่นๆ ตามมา เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ
เราจึงควรลดน้ำตาลด้วยการไม่กินเข้าไปให้มาก แทนที่จะให้ยาไปลดน้ำตาลภายในร่างกาย เพราะฉะนั้นต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลม นั่นคือแนวทางธรรมชาติบำบัด
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)













